ตอบโจทย์: ASICS FOOT ID เครื่องสแกนเท้า เพื่อรองเท้าวิ่งที่เหมาะกับเรา

cv-asics foot id

เชื่อว่าหลายคนมีปัญหาในการเลือกรองเท้าวิ่ง แม้จะดีแค่ไหน แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ บางคนหน้าเท้าแคบ ส้นเท้าหนา ใส่แบบไหนก็ไม่เหมาะสักที จะดีกว่าไหมที่มีรองเท้าวิ่งที่เหมาะกับเราโดยเฉพาะ

สำหรับเครื่อง ASICS FOOT ID มีบริการที่ช็อป ASICS สาขาใหม่ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นเครื่องสแกนเท้าแบบ 3 มิติ เพื่อวิเคราะห์รูปแบบของเท้าและลักษณะการวิ่งเพื่อให้เราสามารถทราบได้ว่าเท้าเราเหมาะกับรองเท้าแบบไหน

S__13607054

หลายคนสงสัยว่า ASICS FOOT ID คืออะไรการวิเคราะห์ทางชีวกลศาสตร์เพื่อหารองเท้าที่เหมาะสมและปรับปรุงการวิ่งของเรา แล้ว ASICS FOOT ID เหมาะกับใคร? เหมาะกับทุกคนที่ต้องการเฟ้นหารองเท้าที่เหมาะสมกับลักษณะการวิ่งของตนเอง เพื่อลดการบาดเจ็บและทำให้วิ่งได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด

มาดูกันดีกว่าว่า ASICS FOOT ID ทำงานอย่างไร?

ขั้นตอนการทำ Foot ID

1. ลงทะเบียน  พนักงานจะให้แบบฟอร์มสำหรับการกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ทดสอบสำหรับข้อมูลทั่วไป เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ ฯ และข้อมูลด้านการออกกำลังกาย ว่าปกติวิ่งกี่กิโล ระยะเวลาเท่าไหร่

2. เตรียมเท้าสำหรับการวิเคราะห์  พนักงานจะทำการติดสติ๊กเกอร์บริเวณเท้าเพื่อเตรียมสำหรับการสแกนเท้า พนักงานจะทำการกำหนดบริเวณการติดสติ๊กเกอร์ทั้งหมด 3 จุดตามสรีระเท้าของแต่ละคน ได้แก่ ข้อกระดูกนิ้วโป้ง ข้อกระดูกนิ้วก้อย และตาตุ่มด้านในเท้า

IMG_5544

3. วิเคราะห์ด้วยการสแกนเท้าแบบ 3 มิติ  ในขั้นตอนนี้ จะให้เรานำเท้าแต่ละข้างไปสแกนลงในเครื่องสแกน 3 มิติ เพื่อวิเคราะห์รูปแบบของเท้า ในการสแกนนั้น เริ่มที่ให้นำเท้าข้างหนึ่งไปยืนด้านข้างเครื่อง จากนั้นให้นำเท้าที่ต้องการจะสแกนวางลงไปในเครื่องสแกน 3 มิติ โดยพนักงานจะต้องทำการเช็ดบริเวณกระจกด้านล่างให้ใสอยู่เสมอ และยังให้ผู้ทดสอบทำการเช็ดเท้าให้สะอาดทุกด้านๆ เพื่อให้ผลออกมาชัดเจน เมื่อเริ่มการสแกน พนักงานจะปิดฝาด้านบนเครื่องสแกนที่มีลักษณะเป็นโฟมดำทึบ ก่อนจะนำผ้าสีดำมาทำการพันรอบขา เพื่อกันแสงที่จะเข้าไปยังเครื่องสแกนซึ่งหากมีแสงแม้แต่เพียงเล็กน้อยลอดเข้าไป จะทำให้ภาพที่สแกนผิดพลาดได้ ข้อควรระวังคือไม่ควรขยับเท้าเมื่อเริ่มทำการสแกน

IMG_5550

4. เตรียมตัวสำหรับการวิเคราะห์ท่าเดิน  เมื่อผ่านขั้นตอนที่ 3 มาแล้ว พนักงานจะได้ขนาดเท้าอย่างละเอียดและเที่ยงตรงมากที่สุด แล้วจะเลือกรองเท้าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับขั้นตอนวิเคราะห์ท่าวิ่งผู้ทดสอบจะใส่ถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าอีกที

5. วิเคราะห์ท่าวิ่ง  เมื่อได้รองเท้าที่เหมาะสมมาแล้ว ต่อไปพนักงานจะนำเราไปวิ่งบนลู่โดยบริเวณด้านหลังลู่วิ่งนั้นจะมีการตั้งกล้องความเร็วสูง เพื่อบันทึกภาพเคลื่อนไหวของการวิ่งของเรา การเริ่มวิ่งนั้น ทีมงานจะทำการตั้งความเร็วให้เหมาะสมกับเราโดยเรานั้นต้องวิ่งให้ไม่เกินที่จับข้างลู่วิ่งที่ทำอย่างนั้น เพื่อให้กล้องนั้นสามารถจับการวิ่งของเราได้ชัดเจนเราก็วิ่งไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 นาทีก็เสร็จสิ้นขั้นตอนนี้

6. ผลการวิเคราะห์  หลังจากนั้นพนักงานก็จะนำข้อมูลทั้งหมดนำไปประมวลผลด้วยระบบ Foot ID ซึ่งผลการวิเคราะห์การวิ่งของเรานั้น จะได้ออกมาเป็นชีทแสดงการวิ่งของเราพร้อมการแยกออกเป็นข้อมูลตัวอักษร

IMG_5556

ASICS FOOT ID System

จะแสดงผลออกมา ใน 3 หัวข้อดังต่อไปนี้

  1. Personal Data  ขนาดรองเท้าที่ใช้
  2. The Static FOOT ID System จะใช้เทคโนโลยี 3-D Foot Scanning ในเครื่องนี้จะประกอบไปด้วย กล้อง 8 ตัว และ เลเซอร์ 4 ตัว สำหรับวัดและขึ้นรูปเท้าของเราเป็นรูป 3 มิติ ซึ่งจะสามารถวัดเท้าของเราและแสดงค่าออกมาได้ถึง 7 ค่า ตั้งแต่ Foot Length ความยาวเท้า ช่วงที่ยาวที่สุด Ball Girth โดยการวัดความยาวตามเส้นโค้งรอบเท้า ช่วงกระดูกตรงปลายเท้าที่กว้างที่สุด บริเวณด้านล่างนิ้วเท้าเล็กน้อย ถ้ามีการวัด 2 ครั้ง ค่าที่มากที่สุด จะเป็นค่าที่ถูกต้องที่สุด สามารถบอกปริมาตรของช่วงปลายเท้าด้านหน้า เพื่อเลือกหน้ากว้างของรองเท้าให้เหมาะสม
  • Heel Width บอกความกว้างของส้นเท้า
  • Instep Height ความสูงของเท้าช่วงกลางเท้า
  • Arch Height  วัดความสูงของกระดูกชิ้นที่เรียกว่า Navicular Bone เป็นกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่อยู่เฉียงจากตาตุ่มด้านในไปทางปลายเท้า อยู่ประมาณ 2 ความกว้างนิ้วมือจากตาตุ่มไปทางปลายเท้า เป็นค่าที่มีส่วนในการวิเคราะห์ความโค้ง (Arch) ของเท้าเรา
  • The Heel Angle มุมของส้นเท้า บอกถึงความตรง ความโก่งของขา ซึ่งส่งผลกับท่วงท่าการวิ่งตามธรรมชาติ
  • Toe Angle มุมของนิ้วโป้งเรา ที่กางออกหรือหุบเข้าด้านใน
  1. Dynamic The Dynamic FOOT ID System เป็นระบบวิเคราะห์การวิ่งจริงๆ ว่ามีลักษณะการวิ่งลงเท้าแบบไหน หมุนแบบไหน มากไป พอดี น้อยไป ตำแหน่งที่เท้าลงพื้น จำนวนก้าวต่อนาที ซึ่งการทดสอบนี้ จะให้ผู้ทดสอบใส่รองเท้าวิ่งที่ไม่มีระบบการป้องกันแรงกระแทกใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งในแนวดิ่ง ด้านข้าง ซึ่งนักวิ่งจะวิ่งให้เห็นธาตุแท้ของวิธีการวิ่ง ของตัวเองอย่างแท้จริง ที่สำคัญการทดสอบนี้ จะเห็นการหมุนของเท้าผู้วิ่งอย่างแท้จริง เพื่อเลือกชนิดของรองเท้าให้เหมาะกับนักวิ่งอย่างแท้จริง เพราะหลายครั้ง การหมุนของเท้าที่เราประเมินจากลักษณะของเท้าที่ได้จาก การปั๊มเท้า Wet Test  อาจไม่ได้เป็นไปตามนั้นสักทีเดียว โดยเฉพาะนักวิ่งที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เช่น คนที่เท้าเป็นแบบ Flat Arch อาจสามารถวิ่งแบบ Neutral ก็ได้ หรือคนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนการวิ่งจริงจัง แม้ว่าจะมีเท้าแบบ Normal Arch อาจวิ่งแบบ Severe Overpronator ก็เป็นไปได้

ใครที่อยากมีรองเท้าวิ่งที่เป็นของตัวเองโดยเฉพาะก็สามารถไปใช้บริการได้ที่ ASICS สาขาเมกาบาง และเซ็นทรัล ลาดพร้าวได้เลย แล้วการวิ่งของคุณจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น และแตกต่างจากการวิ่งครั้งก่อนๆ อย่างแน่นอน

ที่มา : ข้อมูลและภาพประกอบ  gadgets.siamsport, ASICS Thailand