จริงหรือ? ออกกำลังกายหน้าหนาวดีกว่าหน้าร้อน

Young woman running outdoors on a cold winter day

สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นออกกำลังกายในช่วงหน้าหนาวหรืออากาศเย็นสักหน่อย ถือว่า โชคดี เพราะเชื่อไหมว่า มันดีกว่าที่คิด

แม้การออกกำลังกายไม่ว่าจะช่วงเวลาไหน ก็ถือว่า เป็นเรื่องดีทั้งนั้น เพราะสามารถช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ก็มีข้อมูลมากมายออกมาสนับสนุนว่า การออกกำลังกายช่วงหน้าหนาวหรืออากาศเย็นนั้น มีข้อดีหรือประโยชน์มากกว่า ซึ่งสามารถสรุปได้ประมาณนี้

ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่า
การออกกำลังกายหน้าหนาว จะทำให้ร่างกายขจัดไขมันได้ง่ายขึ้น เพราะระบบเผาผลาญแคลอรี่ในภาวะอากาศที่เย็นจะสูงกว่าปกติ ด้วยความที่ร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้น เพื่อรักษาความอบอุ่น ซึ่งถือเป็นประโยชน์ชิ้นใหญ่ของการออกกำลังกายหน้าหนาวเลย

ทำให้คุณสามารถดื่มน้ำได้มากขึ้น
การรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ถือว่า เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากสำหรับการออกกำลังกายช่วงหน้าหนาว แม้บางครั้งอาจดูเหมือนเหงื่อไม่ค่อยออก (เพราะระเหยเร็ว) แต่จริงๆ เหงื่อออกตลอด แถมออกเร็วมาก เราจึงกระหายและดื่มน้ำบ่อย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก

คุณจะอดทนต่อความหนาวได้ดีขึ้น
ปัญหาอย่างหนึ่งของร่างกายในหน้าหนาวคือ ตัวแข็งจนไม่ค่อยอยากเขยื้อน แต่ถ้าหากขยับหรือได้ออกกำลังกาย ก็จะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น เช่น ถ้าคุณไปออกกำลังกายช่วงเย็นมาแล้ว ต่อมาในช่วงกลางคืน คุณจะรู้สึกหนาวน้อยลง (ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนไปไม่มาก)

คุณจะได้รับวิตามินดีในแบบอบอุ่นๆ
นี่เป็นประโยชน์ชิ้นใหญ่อีกอย่างของหน้าหนาว เพราะคุณจะได้รับวิตามินดีอันเป็นประโยชน์อย่างมาก ในแง่ของการช่วยบำรุงกระดูกผ่านแสงแดดอันอบอุ่นกำลังดี แตกต่างจากช่วงหน้าร้อน ซึ่งแทบจะแผดเผาตัวคุณให้มอดไหม้ ก่อนจะได้รับประโยชน์จากวิตามินดี

คุณจะเห็นความสำคัญของการวอร์ม
สำหรับช่วงหน้าหนาว ซึ่งบางครั้งร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนได้ตามสั่ง คุณต้องวอร์มอัพและคูลดาวน์เต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลดอาการกล้ามตัวบิดตัว, เคล็ดขัดยอกและอื่นๆ โดยต่อไปแม้หน้าหนาวจบลง คุณก็จะเสพติดการวอร์มอัพคูลดาวน์ที่เหมาะสมอย่างเป็นนิสัย

รู้สึกกระปี๊กระเปร่าและมีพลังกว่าปกติ
ร่างกายจะอยากขยับเขยื้อนอัตโนมัติเวลาเจออากาศเย็น สังเกตุได้จากที่บางคนชอบถูมือ อีกทั้งจะไม่ทำให้คนหงุดหงิดเหมือนกับหน้าร้อน หลายคนจึงชอบออกกำลังกายหน้าหนาว ที่สำคัญ ร่างกายยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (สารแห่งความสุข) ออกมาเยอะอีกด้วย

ที่มา: ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก huffingtonpost.com, huffpost.com