รอพี่หน่อยได้ไหม… FIFA เพิ่งลองใช้ภาพช้าตัดสิน

CV_VARs_WS

ถือว่าเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นไม่รู้จบกับเรื่องของความแม่นยำหรือยุติธรรมในการตัดสินเกมกีฬาฟุตบอล ซึ่งทาง FIFA เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ

แม้ว่าอาจจะช้าไปสักหน่อยในความรู้สึกของแฟนบอล เพราะเกมกีฬาฟุตบอลมีแข่งขันกันแทบทุกเดือนทุกปี และในระหว่างนั้น… ก็อาจมีปัญหาได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม องค์กรบิ๊กเบิ้มในวงการฟุตบอลอย่าง FIFA พยายามดำเนินการเรื่องนี้ โดยถ้าถามว่า ทำไมไม่เร่งรีบล่ะ ซึ่งต้องบอกว่า ด้วยความยิ่งใหญ่ขององค์กร ทุกอย่างต้องผ่านความเห็นชอบจากบุคลากรในระดับสูงหลากหลายคนที่อาจมีความเห็นต่างกันจนไม่สามารถสรุปความได้ทันท่วงทีนั่นเอง

GettyImages-524821888

กระนั้น ก็มีบทสรุปแรกออกมาแล้ว ช่วงไม่กี่เดือนก่อน เมื่อ FIFA และ IFAB (องค์กรที่จัดการเรื่องกฏกติกาในวงการฟุตบอล) จะนำเทคโนโลยีรีเพลย์ภาพหรือการใช้ภาพช้า เข้ามาช่วยตัดสินในจังหวะที่ผู้ตัดสินอาจจะมองเห็นไม่ชัด โดยพวกเขาเรียกระบบนี้ว่า Video Assistant Referees (VARs)

Cc2HVM-WIAACd_3
ซึ่งก็มีลีกฟุตบอลหลายประเทศได้ทดลองใช้งานระบบนี้ก่อน เช่น เยอรมนี, ออสเตรเลีย, บราซิล, โปรตุเกส, ฮอลแลนด์, สหรัฐอเมริกา โดยเน้นใช้กับจังหวะฟาล์วทั่วไปหรือในเขตโทษ เช่น การทำฟาล์วหรือแฮนด์บอลก่อนให้จุดโทษ รวมถึงก่อนจะให้เป็นประตูด้วยว่า ทำฟาล์วหรือผิดกฏกติกาใดหรือไม่?

สำหรับกระบวนการทำงานของ VARs แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักคือ
-ผู้ตัดสินแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ เพื่อขอคำแนะนำ จากนั้นจะมีการตรวจสอบภาพช้า แล้วแจ้งผู้ตัดสินผ่านหูฟัง หรือผู้ตัดสินขอดูภาพช้าที่จอข้างสนามก็ได้
-เจ้าหน้าที่แจ้งไปยังผู้ตัดสินผ่านหูฟัง ถ้าผลการตัดสินค้านกับเหตุการณ์ในภาพ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ตัดสินอาจขอดูภาพช้าที่จอข้างสนาม เพื่อตรวจสอบได้

และนี่คือ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กับการใช้ภาพช้าช่วยตัดสินในยูเอสแอลลีก ประเทศสหรัฐอเมริกา


โดยในเกมลีกระดับ 3 ระหว่าง นิวยอร์ค เรดบูล 2 กับ ออร์แลนโด้ ซิตี้ บี นี้ มีจังหวะหนึ่งที่วิดีโอช่วยตัดสินว่า ต้องเป็นฟรีคิกบริเวณนอกกรอบเขตโทษ ไม่ใช่ในเขตโทษ  ซึ่งภายหลังจากจบเกม ทุกๆ ฝ่ายก็ไม่ได้ติดอะไรใจ พร้อมกับแสดงความคิดเห็นว่า สิ่งนี้อาจจะส่งผลดีต่อวงการฟุตบอลอย่างแน่นอน

แต่ถึงจะดีแค่ไหน ก็คาดว่า เทคโนโลยีนี้จะถูกใช้งานเต็มรูปแบบในอีก 2 ฤดูกาลถัดไป (เพราะขอทดลอง 2 ปี) ขณะที่โกล-ไลน์ยังเน้นใช้ในทัวร์นาเม้นต์ระดับนานาชาติในรอบสุดท้าย แต่ก็มีการวิเคราะห์ว่า ในอนาคต FIFA อาจบังคับให้หลายลีกทั่วโลกต้องมีระบบโกลไลน์ในสนาม (ส่วนหนึ่งคงเผื่อไว้ว่า หนึ่งในสนามจากลีกเหล่านั้นอาจถูกใช้ในระดับนานาชาติด้วยนั่นเอง)

ที่ผ่านมา (หรือแม้กระทั่งในตอนนี้…) ก็ยังมีคนแสดงความคิดเห็นออกเป็น 2 มุมใหญ่ๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ส่วนหนึ่งบอกว่า มนต์เสน่ห์ของฟุตบอลจะหายไปทันทีที่เทคโนโลยีนี้เข้ามา เพราะทำให้เกมขาดความไหลลื่นได้ ถ้าเกมกำลังสนุก แต่ปัจจุบันน้ำหนักดูจะเอนเอียงไปทางอีกกลุ่มที่บอกว่า ในการแข่งขันนั้น ทุกจังหวะการได้ฟาล์วเสียฟาล์ว, ทุกประตู, ทุกแต้ม, ทุกชัยชนะ ล้วนแต่มีความหมายกับทุกทีมจนต้องเริ่มมีการทดลองใช้ตัวช่วยอย่างวิดีโอ

2799519_full-lnd

ยิ่งในเกมที่ซาอุดิอาระเบียกับไทย, ญี่ปุ่นกับยูเออี หรืออีกหลายคู่ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเมื่อคืน ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ถ้าเอามาใช้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีนะเนี่ย.

ที่มา: ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก sporttechie.com, facebook.com/USLSoccer, twitter.com/deejayfaremi, MLSsoccer.com/videos