จริงหรือ? อากาศร้อนๆ มีผลต่อการวิ่งของนักฟุตบอลด้วยเช่นกัน…

cv-heat-effects-soccer-players-ws

ก็กำลังร้อนกันขนาดนี้ เลยขอเกาะกระแสความฮ็อตของอากาศกับนักฟุตบอลหน่อยว่า จริงๆ แล้ว อากาศร้อนนั้นมีผลต่อพวกเขามากน้อยแค่ไหน?

โอเคแหละว่า แต่ละประเทศก็มีสภาพอากาศแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์หรือปัจจัยอื่นๆ แต่สิ่งที่นักฟุตบอลจะต้องเจอก็คือ อากาศที่ร้อนมากน้อยแตกต่างกันไปตามสถานที่ที่ไปแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นทัวร์นาเม้นต์ระดับชาติหรือสโมสร ซึ่งด้วยความที่โลกร้อนขึ้นทุกปี เลยมีการศึกษาเรื่องนี้แบบจริงจังเลย

GettyImages-623335466
เคสแรกมาจากมหาวิทยาลัยเอ็กเซ็กเตอร์ในประเทศอังกฤษที่่ทีมค้นคว้าวิจัยเรื่องกีฬาของพวกเขาได้ทำการทดลองออกแบบงานวิจัย เพื่อทดสอบเรื่องสภาพอากาศหรืออุณภูมิกับประสิทธิภาพของนักฟุตบอล โดยใช้นักฟุตบอลชายฝีเท้าดี 17 คน มาแข่งขันกัน 2 แมตช์ใน 6 วัน เริ่มจากการเล่นในร่มก่อนภายใต้อุณหภูมิที่ควบคุมไว้ประมาณ 21 องศาเซลเซียส แล้วแมตช์ที่สองไปเล่นกันในสนามกลางแจ้งที่มีอุณหภูมิในระดับประมาณ 42 องศาเซลเซียส

และผลจากการใช้กล้องจับภาพและระบบ GPS เพื่อติดตามดูในจังหวะการวิ่งหรือสปริ๊นท์ของทั้งสองเกมก็พบว่า ประสิทธิภาพของพวกเขาออกมาดังนี้

-ในระดับอุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส พวกเขาสามารถวิ่งหรือทำระยะทางโดยรวมได้มากกว่าในอุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียสอยู่ที่ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์
-ในระดับอุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียส พวกเขาสามารถวิ่งเต็มฝีเท้าหรือสปริ๊นท์ได้เร็วขึ้นกว่าในอุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียสอยู่ที่ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์
-ในระดับอุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียส พวกเขาสามารถจ่ายบอลได้แม่นยำระดับ 73.8 เปอร์เซ็นต์ และอุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียสอยู่ที่ 66.1 เปอร์เซ็นต์
-ในระดับอุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียส พวกเขาจะใช้เวลาในการครอบครองบอลไว้นานกว่าในอุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียสอยู่ที่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

GettyImages-623340794
เคสที่สองจากมหาวิทยาลัยคูคิวโรวาจากประเทศตุรกีที่ทำการศึกษาจากการลงเล่นของนักฟุตบอลระดับอาชีพ 11 คน ด้วยระบบติดตามในช่วงระยะห่าง 1 เดือนใน 2 แมตช์ นั่นคือ มิถุนายนและกรกฎาคม ภายใต้อุณหภูมิประมาณ 34 องศาเซลเซียสและ 36 องศาเซลเซียสตามลำดับ ซึ่งผลก็ออกมาตามนี้

-ในระดับอุณหภูมิ 36 องศาเซลเซียส พวกเขาสามารถวิ่งหรือทำระยะทางโดยรวมได้มากกว่าในอุณหภูมิ 34 องศาเซลเซียส คนละประมาณ 500 เมตร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ทีมงานจากมหาวิทยาลัยเอ็กเซ็กเตอร์พบว่า ทั้งสองสภาพอากาศ นักฟุตบอลมีความเหน็ดเหนื่อยไม่ต่างกัน แม้จะให้สปริิ๊นท์หลายรอบก่อนลงเล่นและหลังจากนั้น พบว่า พวกเขาอาจดูช้าลงเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าพูดถึงในอากาศที่ร้อนกว่า จังหวะความเร็วก่อนและหลังลงเล่นแทบไม่ต่างกัน ซึ่งงานนี้ทีมงานจากมหาวิทยาลัยเอ็กเซ็กเตอร์กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจเป็นประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลต่อสมรรถนะนักกีฬา

GettyImages-623331846
แต่อากาศที่ร้อน ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนล้าจากการสูญเสียเหงื่อหรือน้ำมากไป จนฟีฟ่าเองก็ต้องกฏคูลลิ่ง เบรก โดยถ้าอุณหภูมิในการแข่งขันพุ่งไปถึง 32 องศาเซลเซียส ให้พักดื่มน้ำได้จากแข่งไป 30 นาที เช่น เกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างซาอุดิอาระเบียกับไทย เมื่อปีก่อน

ทั้งนี้ปัญหาแบบนี้มักเกิดกับนักเตะโซนยุโรปที่ต้องไปเล่นในอเมริกาใต้, อัฟริกา หรือเอเชียมากกว่านักเตะในทวีปนั้นๆ ส่วนคำแนะนำ ในเมื่ออุณหภูมิเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้อยู่แล้ว ก็ต้องดูแลตัวเองโดยการหาโอกาสการดื่มน้ำเป็นระยะ เมื่อเกมหยุด ยังไงดูแลร่างกายกันด้วยนะ คอบอลทั้งหลาย

GettyImages-602348212
ที่มา: ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก gettyimages.com