‘พ่อหลวง’ กับภาพความทรงจำอันงดงามที่มีต่อวงการฟุตบอลของไทย

cv-thaikingandfootball-ws

ร่วมรำลึกถึงพ่อหลวงกับวงการฟุตบอลไทยที่ทรงให้ความสนใจและติดตามอยู่เสมอ อีกทั้งยังถือว่า พระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจอันยอดเยี่ยมให้ทีมชาติไทยมาโดยตลอดด้วย

ทั้งนี้ ด้วยความที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักกีฬาอย่างแท้จริง ฟุตบอล จึงเป็นกีฬาอีกประเภทที่ทรงให้ความสนใจด้วยเช่นกัน โดยพระองค์ทรงให้การสนับสนุนวงการฟุตบอลไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งก็มีผลทำให้กีฬาชนิดนี้พัฒนาไปมากและได้รับความนิยมอย่างสูงในสยามประเทศแห่งนี้

โดยถ้าจะให้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญระหว่างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับฟุตบอลไทย ก็มีอยู่หลายเรื่องราวอันน่าจดจำ…

ทรงมีส่วนสำคัญในการสร้างยอดโค้ชระดับตำนานของไทย

5478585785
ในปี 2504 พล.ต. สำเริง ไชยยงค์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชาวจังหวัดร้อยเอ็ดชุดประวัติศาสตร์ ซึ่งได้ไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นครั้งแรก ณ กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2499 และ นายหรั่ง ฉัตรฉายา ได้รับมอบหมายจากสมาคมฟุตบอลให้ไปศึกษาหลักสูตรการเป็นโค้ชฟุตบอลระยะสั้น ณ ประเทศเยอรมัน จากนั้น พล.ต. สำเริง ไชยยงค์ ได้รับพระมหากรุณาธิราชจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้กับ พล.ต. สำเริง ไชยยงค์ เพื่อไปศึกษาต่อทางด้านการพลศึกษาในสถาบันกีฬาระดับโลกอย่าง SPORTHOCHULE KOLN W.GERMANY ณ เมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมัน จนสำเร็จหลักสูตรทางด้านการเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลอาชีพชั้นสูงระดับ เอ-ไลเซน์ส โดยถือเป็นชาวเอเชียคนเดียวที่จบในรุ่นนั้น จากนั้น เมื่อกลับมาก็ได้ทำหน้าที่ถวายการสอนวิชาฟุตบอลแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และราชวงศ์ รวมไปถึงพยายามช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ด้วยวิชาความรู้ที่ได้ไปศึกษาเล่าเรียนมาจากประเทศเยอรมัน โดย พล.ต. สำเริง ไชยยงค์ ได้ทำการก่อตั้งทีมที่มีชื่อว่า ราชวิถี ขึ้นเพื่อปลุกปั้นนักฟุตบอลระดับเยาวชนจนกลายเป็นยอดทีมในช่วงสมัยนั้น

ทรงเป็นพระบิดาและให้กำเนิดเจ้าฟ้ายอดนักฟุตบอลของไทย

a116

จากการที่พระองค์ทรงสนับสนุนและส่งเสริม พล.ต.สำเริง ไชยยงค์ จนสำเร็จหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลอาชีพชั้นสูงและได้กลับมาทำหน้าที่ถวายการสอนวิชาฟุตบอลแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขณะทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดาและโรงเรียนนายร้อยดันทรูน ประเทศออสเตรเลีย ทำให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยะภาพในการกีฬาฟุตบอล ไม่ว่าจะทรงได้รับมอบหมายให้ลงเล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าหรือกองหลังก็ตาม โดยทรงมีส่วนสำคัญในการพาทีมโรงเรียนนายร้อยดันทรูนชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลระดับอุดมศึกษาเป็นครั้งแรก 3 สมัยติดต่อกัน นอกจากนี้ หลังทรงสำเร็จการศึกษากลับมา ก็ยังทรงเล่นฟุตบอลกับข้าราชบริพารในระหว่างที่ทรงเสด็จอีกด้วย

ทรงให้กำเนิดการแข่งขันศึกฟุตบอลถ้วยสุดคลาสสิคในไทย

14666308_1072028112846972_1834877495385716204_n
ศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ถือว่า เป็นหนึ่งในรายการแข่งขันซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะได้เคยเทียบเชิญทีมยักษ์ใหญ่ในวงการลูกหนังระดับนานาชาติมากมายเข้ามาร่วมแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในฟุตบอลถ้วยที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในไทย โดยก่อกำเนิดขึ้นในปี 2511 จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต พร้อมกับพระราชทานถ้วยถมทองคำให้เป็นรางวัลแก่ทีมชนะเลิศ โดยนับเป็นรายการแข่งขันที่ทีมชาติไทยต้องการชนะเลิศให้ได้ เพื่อเป็นเกียรติภูมิแก่ประเทศชาติและถวายแด่พระองค์ท่าน ซึ่งตั้งแต่ครั้งแรกที่จัดขึ้นในปี 2511 ทีมชาติไทย ครองรางวัลชนะเลิศได้สูงสุด 12 สมัย (ครั้งล่าสุดคือ ครั้งที่ 44 พ.ศ. 2559) อันดับ 2 ก็คือ ทีมชาติเกาหลีใต้ (11 สมัย)

ทรงเสด็จไปให้กำลังใจและทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอล

14642218_1072059599510490_2250778500964694382_n
แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย แต่เมื่อพระองค์เว้นว่างจากพระราชกรณียกิจต่างๆ พระองค์ก็จะทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานและทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและราชวงศ์ เช่น ในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ปี 2513, ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก. ปี 2514 และการแข่งขันฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ ในช่วงปี 2514-15 โดยถือว่า พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ให้ความสนใจกีฬาฟุตบอลมาก แม้แต่ในต่างประเทศ พระองค์ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรมาแล้ว ในการแข่งขันฟุตบอลลีกประเทศสเปนระหว่างสโมสรเรอัล มาดริดกับแอธเลติก บิลเบา เมื่อปี 1960

ทรงเป็นมิ่งขวัญของทีมฟุตบอลไทยแม้แต่ในสีของชุดแข่งขัน

141213D7R51800
ถึงทีมชาติไทยลงทะเบียนกับ FIFA ว่า ชุดเหย้าของทีมชาติเป็นสีแดง แต่ปัจจุบันนี้ ถ้าเลือกได้ ทีมชาติไทยไม่ว่าระดับไหน ก็จะใส่ชุดแข่งสีน้ำเงินอยู่เสมอ เพื่อเทิดทูนสถาบันกษัตริย์และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงติดตามและให้ความสนใจฟุตบอลไทยอยู่เสมอ อีกทั้งมีความเชื่อว่า เป็นสีนำโชคของวงการฟุตบอลไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทีมชาติไทย ยังเคยใช้ชุดแข่งสีเหลืองในช่วงก่อนหน้านั้นอีกด้วย

ทรงติดตามฟุตบอลไทยเสมอและไม่ทอดทิ้งแม้จะตกเป็นรอง

141220B1Q44330
ในการแข่งขันฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 รอบชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติมาเลเซียและทีมชาติไทย เลกที่ 2 ณ สนามบูกิต จาลิล ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ระหว่างที่ทีมชาติไทยกำลังโดนนำอยู่ 0-3 นายเกษม จริยวัฒน์วงศ์ ผู้จัดการทีม ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนได้รับข้อความจากท่านราชเลขาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งโทรศัพท์เข้ามาหาตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก แต่ไม่ได้รับสาย เพื่อให้ติดต่อกลับไป จนได้รับพระราชดำรัสจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านท่านราชเลขาไว้ว่า “ขอให้กำลังใจกับผู้เล่นทุกคน ขออวยพรให้มีชัยชนะ อย่าย่อท้อแม้ว่าจะจะตามอยู่ 0-3” โดยพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรการแข่งขันอยู่ด้วยเช่นกัน จากนั้น เมื่อวางสายได้ไม่นาน ทีมชาติไทย กลับมาทำได้ 2 ประตูในเวลาไม่นาน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้นักเตะไทยและประชาชนทุกคนทราบซึ้งในพระราชหฤหัยของพระองค์เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เหล่านักฟุตบอลทีมชาติไทยในทุกรุ่นทุกระดับ ก็มักจะชูภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่เสมอทุกครั้งที่ครองรางวัลชนะเลิศในระดับนานาชาติได้ เช่นเดียวกับนักกีฬาประเภทอื่นๆ ซึ่งก็เชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าจะนับจากนี้หรือต่อไปอีกนานเท่าไหร่ก็ตาม พระองค์ท่านก็จะยังสถิตอยู่ในดวงใจ เพื่อเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยไปตลอดกาลนาน

ที่มา: ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก facebook.com/siamfootball, chaoprayanews.com, siamsport.com