Magista 2 กับ 2 ปีสู่การเปลี่ยนแปลงในเจ็นใหม่

5

Nike เปิดตัว Magista 2 ที่ชูจุดเด่นด้านการสัมผัสบอลจากหน้าผ้าฟลายนิต รวมทั้งการยึดเกาะและเคลื่อนไหวด้วยชุดปุ่มสตั๊ดแบบใหม่

โดยสตั๊ดสายคอนโทรลเจเนเรชั่น 2 ของ Nike ตัวนี้ เกิดจากด้วยการผสานแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เข้ากับแบบจำลอง 3 มิติ เพื่อให้ได้สตั๊ดที่โดดเด่นในด้านการสัมผัสบอล และมีประสิทธิภาพในการยึดเกาะที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับจากเจเนเรชั่นแรกที่เปิดตัวเข้าสู่โลกของรองเท้าฟุตบอลเมื่อปี 2014

ฟิล วู้ดแมน นักออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Nike Football ได้อธิบายว่า “หลังจากที่ได้ศึกษางานวิจัยด้านวิวัฒนาการและรูปร่างลักษณะต่างๆ ทำให้ผมเกิดสมมุติฐานว่า ลักษณะความสากของบริเวณฝ่ามือ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทางวิวัฒนาการ ซึ่งทำให้การจับวัตถุบนพื้นผิวที่เปียกลื่นสามารถจับกระชับได้เป็นอย่างดี ซึ่งจุดนี้เองได้ทำให้ผมคิดต่อยอดว่า ถ้าเราต้องการให้เท้าของมนุษย์เอื้ออำนวยต่อการเล่นฟุตบอลให้ดีขึ้น เราจะมีวิธีการยังไง?”

จากนั้นวู้ดแมนได้ทำงานร่วมกับทีมวิจัยผลิตภัณฑ์กีฬา เพื่อค้นหาว่าส่วนไหนของบริเวณเท้าที่มีการตอบสนองในขณะที่เท้าสัมผัสลูกฟุตบอลได้ดีที่สุด โดยเขานำข้อมูลจากลักษณะโครงสร้างของเท้ามนุษย์ มาศึกษาร่วมกับแผ่นภาพแสดงความร้อนหรือ Heat map เพื่อวิเคราะห์ว่า จุดใดของเท้าที่ไวต่อการตอบสนอง และเตะลูกบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงควบคุมลูกฟุตบอลได้เป็นอย่างดี ซึ่งวู้ดแมนยังได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาโครงสร้างของรองเท้าเข้ากับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพื่อให้ได้รองเท้าที่ออกมามีรูปทรงที่ดีที่สุด
magista-2-launch-img8

โดยรูปทรงของรองเท้า Magista 2 จะมีความแตกต่างจากรุ่นแรกในส่วนของพื้นผิวรองเท้า ซึ่ง วู้ดแมน อธิบายว่า “เราออกแบบให้ตัวรองเท้าของ Magista 2มีความคล้ายคลึงกับรูปเท้าของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งพื้นผิวจะมีรอยบากและความนุ่มเสมือนผิวหนัง ทำให้ผู้สวมใส่สัมผัสบอลได้ดีขึ้น”

magista-2-launch-img4

ผิวสัมผัสที่นูนและเป็นร่องของ Magista 2 ยังคงมีปริมาณเท่ากับรุ่นแรก แต่ส่วนที่นูนที่สุดจะมีความหนา 4.5 ม.ม. เพื่อมอบความเป็นธรรมชาติในการสัมผัสบอล นอกจากนัั้น Nike ก็ยังปรับปรุงและพัฒนาอีกหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Dynamic Fit Collar ที่ปรับทรงให้สอดคล้องตามหลักกายวิภาคศาสตร์ โดยเฉพาะบริเวณคอรองเท้าที่ทำให้ยืดหยุ่นและหนาขึ้น เพื่อเพิ่มความทนทานและให้เข้ากับลักษณะของกระดูกข้อเท้า ขณะที่ขอบของคอรองเท้าจะต่ำกว่ารองเท้ารุ่นแรกเพียงเล็กน้อย เพื่อมอบความสบายในการสวมใส่ รวมถึงมีการเสริมวัสดุเข้าไปใต้บริเวณที่ผูกเชือกเพื่อให้สัมผัสบอลได้ดีและกระชับให้เท้ามากขึ้น รวมถึงการพัฒนาพื้นรองเท้าด้านในแบบ Nike Grip เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงและการยึดเกาะพื้นที่ดี

magista-2-launch-img3

magista-2-launch-img5

ส่วนการจัดวางปุ่มรองเท้าสตั๊ดก็ดูน่าสนใจ เพราะมีการปรับใช้เทคโนโลยี FEA (Finite Element Analysis) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นสนาม เพราะปัจจัยที่ส่งผลต่อการยึดเกาะนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปทรงของปุ่มสตั๊ดแต่เพียงอย่างเดียว แต่การจัดเรียงปุ่มสตั๊ดให้ทำงานสอดคล้องกันยังเป็นสิ่งที่ทำให้การยึดเกาะมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยได้ออกแบบให้มีปุ่มสตั๊ดทรงเชฟร่อนใต้บริเวณนิ้วเท้า และมีปุ่มสตั๊ดแบบผ่าครึ่ง ผ่าด้านข้าง รวมทั้งผ่าแยกตรงกลาง เพื่อเอื้อต่อการเพิ่มความเร็วของนักเตะ อีกทั้งปุ่มสตั๊ดตรงส้นเท้าก็ได้ถูกดีไซน์ให้ช่วยตอบสนองการยึดเกาะสนามและหยุดได้อย่างทันที โดยพื้นรองเท้าทั้งหมด จะมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นที่แล้วถึง 60 กรัม

magista-2-launch-img7
magista-2-launch-img6

ปิดท้ายด้วยเรื่องของในส่วนสีสันที่ใช้ใน Magista 2 นั้น ก็ไม่ได้ใช้แต่เพียงแค่สีที่มีความร้อนแรงซึ่งมาจากลักษณะสีที่ปรากฏในแผ่น Heat map (ที่เราเคยเห็นกันตามหนัง Sci-Fi ) แต่ยังมีพื้นผิวสัมผัสของตัวรองเท้าที่มีลักษณะที่แตกต่างกันอีกด้วย ไล่ตั้งแต่ส่วนคอของรองเท้าไล่ไปจนถึงปลายเท้า

magista-2-launch-img1

เรียกว่า ถ้าให้คาดคะเนเป็นเปอร์เซ็นต์ Magista 2 น่าจะมีการปรับปรุงใหม่ถึง 60% จากเจเนเรชั่นแรก ซึ่งถือว่า เป็นอะไรที่น่าลองสำหรับเจเนเรชั่น 2 นี้


สำหรับสตั๊ด Magista 2 จะวางจำหน่ายในราคา 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป สาวกชาวไทยเตรียมตัวรอเก็บตังสอยกันเลย

magista-2-launch-img99

ที่มา: ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Nike ประเทศไทย