ย้อนอดีต: 16 ปีวิวัฒนาการรองเท้าฟุตบอล NIKE MERCURIAL ความเร็วที่มากยิ่งขึ้น

cv-nike-mercurial-history

เปิดตำนานกว่า 16 ปีของ  NIKE MERCURIAL  จากรุ่นสู่รุ่น ที่มาพร้อมนวัตกรรมที่สูงขึ้นในทุกๆ ปีที่มีการผลิต จากวันนั้นจนถึงวันนี้ และการรอคอยการมาถึงของ NIKE MERCURIAL ในปีนี้

ย้อนไปในปี 1996 ไนกี้ได้ร่วมกับทีมฟุตบอลทีมชาติของประเทศบราซิล เพื่อเริ่มภารกิจสำคัญในการออกแบบรองเท้าเพื่อให้เหมาะกับศักยภาพของนักฟุตบอล โรนัลโด (Ronaldo) นักเตะหนุ่มไฟแรงชาวบราซิลได้ถูกเลือกเป็นแรงบันดาลใจ เมื่ออยู่ในสนามเขาเปลี่ยนเป็นคนละคน มีความอดทน ใจจดจ่อ สายตาทั้งคู่จับจ้องอยู่ที่ประตูฝั่งตรงข้าม เมื่อมีจังหวะและโอกาส เขาไม่พลาดที่จะปล่อยฝีเท้าใส่ลูกบอลอย่างเต็มแรง เรียกได้ว่าเขามีฝีเท้าที่ไวอย่างปรอทเลยก็ว่าได้ ในการออกแบบรองเท้าที่เหมาะสมกับสไตล์ความเร็วและแรงของโรนัลโด้ ดีไซเนอร์ของไนกี้พิจารณาจากพื้นสนามก่อนเป็นอย่างแรก

โดยเบื้องต้นนั้นทีมงานได้นำสไปค์ของรองเท้าฟุตบอลมาผสมกับตัวรองเท้าของ Nike Tiempo เพื่อให้เกิดรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ และทีมดีไซเนอร์ยังได้เปลี่ยนจากการใช้หนังจิงโจ้เป็นการใช้หนังจิงโจ้เทียม หรือ KNG-100 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเรื่องที่สองคือ การลดความหนาของพื้นรองเท้าจากมาตรฐานเดิม 3 มม. เหลือเพียง 1.75 มม. เท่านั้น “ทุกอย่างดูเป็นเรื่องน่าประหลาดใจไปหมดในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหรือวัสดุ คนไม่รู้ว่านี่คืออะไร เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมาก”  ลูก้า โบลบานี (Luca Bolpagni) จาก Product Creation Centre ของไนกี้ในเมืองมอนเตเบลลูนา ประเทศอิตาลี กล่าวถึงนวัตกรรมในครั้งนั้น

โรนัลโด้ทำประตูได้ครั้งแรกในการเปิดตัวรองเท้า Mercurial ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1998 จากนั้นเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่เขาสามารถทำประตูได้อีกนับพันครั้ง รวมถึงฝีเท้าการเตะลูกโทษที่นำไปสู่ชัยชนะครั้งสำคัญ โดยตัวรองเท้าเองนั้นผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักกีฬา เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ และความงามที่โดดเด่นในวงการฟุตบอล

ตามเรามาเลยดีกว่า ว่าตำนานของเจ้า  NIKE MERCURIAL  เริ่มต้นจากอะไร ปีไหน มีคู่ไหนบ้าง? พอจะจำกันได้ไหม?

THE 1998 NIKE MERCURIAL : รองเท้าฟุตบอลรุ่นแรกที่ออกแบบมาเพื่อความเร็ว

Nike Mercurial_1998

จุดกำเนิด: ในตอนแรกรุ่นนี้มีชื่อว่า “Tiempo Ultra Light” และ “Ronaldo Ultra Speed” เป็นรองเท้า Nike Mercurial รุ่นแรกที่ออกแบบมาโดยได้แรงบันดาลใจมาจากความเร็วอันน่าทึ่งของโรนัลโด้

เทคโนโลยี: ตัวรองเท้าที่ทำจากหนังจิงโจ้เทียม (KNG-100) มีคุณสมบัติคล้ายหนังแต่ไม่ดูดน้ำเหมือนหนังธรรมชาติ รวมทั้งยังบางและเบากว่าหนังอีกด้วย เป็นการเปลี่ยนมุมมองที่เคยมีต่อหนังเทียมและเปลี่ยนแปลงการผลิตรองเท้าฟุตบอล วัสดุนี้เคลือบเพื่อเพิ่มความหนืดโดยใช้วัสดุเดียวกับมอเตอร์ไซค์สำหรับแข่ง เพื่อช่วยให้ควบคุมลูกบอลได้ดียิ่งขึ้น

รูปลักษณ์: สีน้ำเงินผสานเข้ากับสีเหลืองดูโดดเด่นเมื่อโรนัลโด้สวมใส่

THE 2000 NIKE MATCH MERCURIAL : ความเร็วที่มากยิ่งขึ้น

THE 2000 NIKE MATCH MERCURIAL

จุดกำเนิด: สำหรับรองเท้ารุ่นที่ 2 นี้ ถูกพัฒนาขึ้นใน Alpha Project ของไนกี้ ซึ่งเป็นการพัฒนารองเท้าหลายๆ รุ่น เช่น Mercurial R9, Air Zoom Italia, Match Mercurial และ Air Zoom Mercurial (เป็นของหายากที่มีการใช้ Nike Zoom Air แบบเต็มพื้น) มีสัญลักษณ์คือจุด 5 จุด และเป็นที่รู้จักในเรื่องของประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม เน้นเรื่องการลดน้ำหนักของรองเท้าให้สัมผัสที่เบายิ่งขึ้น

เทคโนโลยี: ด้วยน้ำหนักเพียง 230 กรัม ทำให้รองเท้าฟุตบอลคู่นี้มีน้ำหนักเบามากกว่า Nike Mercurial รุ่นแรก

รูปลักษณ์: แม้ว่ารูปทรงจะคล้ายรุ่นแรก แต่ก็มีความโดดเด่นใหม่ๆ โดยเฉพาะ Match Mercurial R9 ซึ่งใช้ KNG-100 สีทองแดงเมทัลลิกที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำในด้านหน้า

THE 2002 NIKE MERCURIAL VAPOR : จากถนนสู่สนาม

THE 2002 NIKE MERCURIAL VAPOR

จุดกำเนิด: ในตอนแรกรองเท้า Mercurial ออกแบบมาเพื่อเติมสไปค์ให้เหมาะกับสนามฟุตบอล และในรุ่นที่ 3 นี้เป็นการออกแบบรองเท้าให้ทนต่อการวิ่งต่อเนื่องตลอดการเล่น 90 นาที และให้ความรู้สึกแนบสนิทไปกับพื้น เหมาะสำหรับนักเตะที่มีฝีเท้าอันรวดเร็ว

เทคโนโลยี: ในการลดน้ำหนักส่วนเกินนั้นต้องชั่งน้ำหนักทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกาวที่ใช้หรือด้ายที่นำมาเย็บรองเท้า มีการสร้างโครงรองเท้าขึ้นมาใหม่โดยใช้รูปทรงธรรมชาติของเท้า ทำให้ช่วยลดแรงกดและทำให้นักเตะสัมผัสพื้นรองเท้าได้เต็มที่ด้วยรูปทรงที่โอบกระชับเท้ามากขึ้นช่วยให้รองเท้าน้ำหนักเบาลงและสวมใส่สบาย และแน่นอนต้องช่วยเพิ่มความเร็วตามแบบฉบับของ Mercurial นักเตะชาวอเมริกันอย่าง มีอา แฮมม์ (Mia Hamm) ผู้นำทีมฟุตบอลหญิงของสหรัฐอเมริกาสู่ชัยชนะในปี 2003 และเหรียญทองในปี 2004 และแบรนดี้ แชสเทน (Brandi Chastain) ก็ใส่รองเท้ารุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ความคิดเห็นที่มีต่อรองเท้ารุ่นนี้ได้นำไปสู่การพัฒนารองเท้า Mercurial Vapor สำหรับผู้หญิงในปี 2003 ซึ่งออกแบบมาเพื่อเท้าของผู้หญิงโดยเฉพาะ

รูปลักษณ์: เน้นความเร็ว เห็นได้จากเส้นลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถที่เร็วที่สุดแห่งยุค

THE 2004 NIKE MERCURIAL VAPOR II : กำเนิดดาวดวงใหม่

Nike Mercurial_Vapor2_ORNGLDBLK_2004

จุดกำเนิด: เพิ่มความสบายในการสวมใส่เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนเท้าแนบสนิทไปกับพื้น

เทคโนโลยี: การปรับรูปทรงนั้นประกอบไปด้วยการเพิ่มขนาดขอบข้อเท้าเพื่อโอบกระชับข้อเท้ามากขึ้น

รูปลักษณ์: รองเท้ารุ่น Team Red แสดงให้เห็นว่าสีสันที่โดดเด่นเป็นส่วนหนึ่งของการดีไซน์รองเท้า Mercurial Vapor และรุ่นที่คนจำได้มากที่สุดก็คือ Mercurial Vapor II R9 สีทองและดำของโรนัลโด ดีไซน์ที่โดดเด่นนั้นสะกดทุกสายตาเมื่อคริสเตียโน โรนัลโด เป็นผู้ส่งต่อคบเพลิง

THE 2006 NIKE MERCURIAL VAPOR III : ความกระชับที่เหนือกว่า

THE 2006 NIKE MERCURIAL VAPOR III

จุดกำเนิดMercurial Vapor III เกิดขึ้นจากความต้องการโอบกระชับเท้าให้ดียิ่งขึ้นและยังมอบความสบายตลอดการแข่งขัน

เทคโนโลยี: ไมโครไฟเบอร์ Teijin ออกแบบมาเพื่อให้แนบสนิทไปกับรูปทรงของเท้า นำมาใช้ผลิตเป็นตัวรองเท้า ส้นเท้าเพิ่มการกันกระแทกและพัฒนาให้ใส่พอดีมากขึ้น โดยใช้หุ่นรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อความเร็ว และหุ้มส้นเท้าด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรองรับการลงน้ำหนักด้วยส้นเท้า แผ่นรอง 2 ชิ้น มาพร้อมกับสตั๊ดที่ช่วยเพิ่มแรงเสียดทานรอบทิศทางและเพิ่มความเร็ว

รูปลักษณ์: คริสเตียโน โรนัลโด้ สวมรองเท้ารุ่นนี้ในสี Cactus และเขาได้เฉลิมฉลองการทำลายสถิติการทำประตูในตอนที่สวมรองเท้า Mercurial Vapor III R9 รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น จากนั้นมีการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของรองเท้ารุ่นนี้ (เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2007) โดยการเพิ่มสีสันที่โดดเด่นให้แก่พื้นคาร์บอนไฟเบอร์ของรองเท้า Mercurial Vapor III

THE 2008 NIKE MERCURIAL VAPOR SL : คิดนอกกรอบ

THE 2008 NIKE MERCURIAL VAPOR SL

จุดกำเนิด: มาร์ค พาร์คเกอร์ (Mark Parker) จากนักออกแบบรองเท้าก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ของไนกี้ เมื่อเดือนมกราคม ปี 2006 เขาได้ท้าทายให้ทีมดีไซน์ของไนกี้ออกแบบอะไรที่นอกกรอบโดยไม่มีขีดจำกัด เปิดโอกาสให้ทุกคนนิยามนวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรองเท้า

เทคโนโลยี: เพื่อเป็นการตอบรับความท้าทายในครั้งนี้ Nike Football ได้ปรับโฉมของ Mercurial ให้มอบความเร็วได้เหนือระดับขึ้นอีก ด้วยการปรับรูปทรงใหม่และทำด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด ด้วยน้ำหนักเพียง 185 กรัม ตัวรองเท้าผลิตในประเทศอิตาลี ตัวพื้นผลิตในประเทศเยอรมนี และเอาท์โซลผลิตในประเทศเกาหลีใต้ เรียกได้ว่า Mercurial SL เป็นผลผลิตของนานาชาติอย่างแท้จริง

รูปลักษณ์: แค่ตัวรองเท้าทำด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เรียกได้ว่ากินขาดแล้ว

THE 2008 NIKE MERCURIAL VAPOR IV : ก้าวอย่างกล้า

THE 2008 NIKE MERCURIAL VAPOR IV

จุดกำเนิดพื้นผิวในส่วนที่ใช้เตะมีความเรียบสนิทและมีรูปทรงของสไปค์ที่ออกแบบมาเพื่อการเตะในสนามโดยเฉพาะ

เทคโนโลยี: ตัวรองเท้าทำจาก Teijin ปกคลุมเส้นด้ายและโครงที่ทำจากกลาสไฟเบอร์ ช่วยเพิ่มความเร็วได้เช่นเดียวกับสไปค์

รูปลักษณ์: สะท้อนความเร็วและแรงด้วยสี Orange Peel และ Citron ซึ่งเป็นสีที่โดดเด่นที่สุดบนสนามฟุตบอล และรุ่น Mercurial Vapor Rosa เป็นการเพิ่มความสะดุดตาให้กับสีดำล้วน

THE 2009 NIKE MERCURIAL VAPOR SUPERFLY : ความสมบูรณ์แบบในการสวมใส่

THE 2009 NIKE MERCURIAL VAPOR SUPERFLY

จุดกำเนิด: นักกีฬาต้องการอะไร รองเท้าจะรู้สึกบางเบาแต่มีประสิทธิภาพได้หรือไม่ คำตอบก็คือรองเท้าฟุตบอลของไนกี้เบาที่สุดในตอนนั้น

เทคโนโลยี: ตัวรองเท้าทำจาก Teijin บางพิเศษ และใช้ Nike Flywire ออกแบบมาเพื่อความเบา เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปักกิ่ง ช่วยโอบกระชับเท้าอย่างมั่นคง เป็นความกระชับระดับสูงสุดที่เป็นไปได้ และให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติเมื่อสัมผัสลูกบอล พื้นที่ช่วยเพิ่มความเสียดทานมีน้ำหนักเบา และโครงรองเท้าทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ช่วยให้น้ำหนักของรองเท้าเบากว่าที่เคย เอาท์โซลคาร์บอน 7 ชั้นช่วยเพิ่มความทนทานและยืดหยุ่น ทั้งตัวรองเท้าและส้นรองเท้าประสานงานกันอย่างลงตัว ช่วยเพิ่มความเร็วในการตอบสนอง

รูปลักษณ์: Flywire ที่มองเห็นได้จากด้านนอกทำให้ Nike Mercurial Vapor Superfly ดูล้ำสมัย

THE 2010 NIKE MERCURIAL VAPOR SUPERFLY II : การตอบสนองที่ว่องไว

Nike Mercurial_2010

จุดกำเนิด: ด้วยแรงบันดาลใจจากเสือชีต้าห์ รองเท้ารุ่น Mercurial Superfly II เปลี่ยนจากการมองเรื่องความเร็วมาเป็นเรื่องความเสียดทาน

เทคโนโลยี: ด้วยความคิดเห็นที่ได้จากคริสเตียโน โรนัลโด ทำให้รองเท้า Mercurial Superfly II ได้ผสานเทคโนโลยี  Nike SENSE (สตั๊ดชนิดพิเศษที่ยืดและหดได้เล็กน้อยตามแรงกระแทกและสภาพพื้นผิว) ช่วยเพิ่มความเร็วและความมั่นคงในทุกทิศทาง ในฤดูร้อนปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ รองเท้า Mercurial Vapor Superfly II ได้ปรับโฉมใหม่ใน Elite Series เพื่อเพิ่มความเร็วขึ้นอีกระดับด้วยการลดน้ำหนักโดยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์

รูปลักษณ์: Elite Series มีทั้งสี Mach Violet และ Total Orange ซึ่งเป็นสีที่เกิดจากการศึกษาว่าสีอะไรช่วยในเรื่องการมองเห็นด้านข้างระหว่างการแข่งขัน

THE 2011 NIKE MERCURIAL VAPOR SUPERFLY III : ความกระชับที่เหนือระดับ

Nike Mercurial_VaporSuperflyIII_2011

จุดกำเนิด: Nike Mercurial Vapor Superfly รุ่นที่ 3 ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสบนสนามด้วยการลดความเสี่ยงต่อการสะดุดและลื่นล้มที่อาจจะเป็นการเปิดช่องโหว่ให้คู่แข่งได้

เทคโนโลยี: การเพิ่มแรงเสียดทานช่วงหัวเท้าช่วยลดโอกาสการลื่นไถล ส่วนดีไซน์ 3 ใบมีดช่วยเพิ่มความเร็วในการวิ่งเปลี่ยนทิศทาง ด้านบนของรองเท้าเน้นความบางเบาด้วยคาร์บอนไฟเบอร์

รูปลักษณ์: สีสันโดดเด่นที่ด้านหลังรองเท้า และผสมผสานสีสันที่เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ความสะดุดตาของ Elite Series

THE 2012 NIKE MERCURIAL VAPOR VIII : ติดสปีดความเร็วพร้อมสัมผัสที่บางเบา

Nike Mercurial_VaporVIII_2012

จุดกำเนิด: สำหรับรุ่นนี้ เน้นเรื่องการเร่งความเร็วและการสัมผัสบอลด้วยความเร็วสูง

เทคโนโลยี: เอาต์โซลใหม่ทำจากไฟเบอร์กลาส มีความยืดหยุ่น เพิ่มความเสียดทาน พร้อมสตั๊ดที่ช่วยเรื่องการยึดเกาะพื้นและการออกตัวที่เร็วขึ้น ตรงกลางมีสตั๊ดเพื่อรองรับแรงกระแทก ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเร็ว รูปทรงรองเท้าเป็นไปตามรูปทรงธรรมชาติของเท้า และช่วงส้นเท้ามีความนุ่มมากขึ้นเพื่อไม่ให้เสียสมาธิ ช่วงนิ้วเท้าต่ำลงและเพิ่มความโค้งเพื่อให้โอบกระชับรูปเท้ามากขึ้น ด้านบนที่ทำจากไมโครไฟเบอร์ Teijin ดูคล้ายหนังกลับ ช่วยเพิ่มผิวสัมผัสและให้ความรู้สึกเหมือนวิ่งเท้าเปล่า

รูปลักษณ์: สี Mango โดดเด่นสะกดทุกสายตา

THE 2013 NIKE MERCURIAL VAPOR IX : การควบคุมที่เหนือกว่า

THE 2013 NIKE MERCURIAL VAPOR IX

จุดกำเนิด: Mercurial Vapor รุ่นที่ 9 เน้นเรื่องการควบคุมเป็นพิเศษ

เทคโนโลยี: ผสมผสานเทคโนโลยี All Conditions Control (ACC) เพื่อประสิทธิภาพที่เหนือระดับทั้งบนพื้นเปียกและแห้ง และ Speed Control ที่มีผิวสัมผัสเหมือนลูกกอล์ฟ ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและเพิ่มแรงเสียดสีกับลูกบอล พื้นรองเท้าน้ำหนักเบส ทำจากแผ่นแก้ว 2 แผ่น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และสตั๊ดคู่ทรงไม่สมมาตรช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง เพิ่มความเร็วและเพิ่มแรงเสียดทานในทุกทิศทาง

รูปลักษณ์: Mercurial Vapor IX รุ่น CR7 ของคริสเตียโน โรนัลโด้ เปิดตัวด้วยสีนีออน ลายซาฟารี พร้อมผิวสัมผัสใหม่ และรุ่น CR7 Mercurial Vapor Supernova พิมพ์ลายอวกาศ ให้ความรู้สึกเร็วแบบหลุดโลก

THE 2014 NIKE MERCURIAL SUPERFLY IV : เพื่อแรงส่งที่มากกว่าเดิม

THE 2014 NIKE MERCURIAL SUPERFLY IV

จุดกำเนิด: รุ่นล่าสุดออกแบบมาสำหรับนักเตะแถวหน้า

เทคโนโลยี: ด้วยการถักแบบทรีนิต ทำให้ Nike Flyknit ที่ใช้ผลิตรองเท้ารุ่นนี้ลดการใช้วัสดุที่เป็นกำแพงระหว่างเท้าและลูกบอล Dynamic Fit Collar ช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรองเท้ามากขึ้น และสาย Brio ที่ถักทอไปกับตัวรองเท้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงของเท้า ส่วนพื้นคาร์บอนช่วยเพิ่มแรงส่งจากพื้น สตั๊ดที่ส้นเท้าช่วยเพิ่มความมั่นคง และพื้นด้านหน้าของรองเท้าช่วยเพิ่มแรงเสียดทานตามแบบฉบับของรองเท้า Mercurial เพื่อความมั่นคงและแรงส่งที่มากขึ้น

รูปลักษณ์:   Dynamic Fit Collar ซึ่งเปิดตัวพร้อมรุ่น Nike Magista เป็นการพลิกโฉมรองเท้าฟุตบอล แต่เมื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของ Mercurial แล้วได้เกิดเป็นดีไซน์ใหม่ HTM Nike Free Flyknit Mercurial SP และสร้างเทรนด์ใหม่ในวงการรองเท้าฟุตบอล

THE 2016 NIKE MERCURIAL SUPERFLY V: 4 นวัตกรรมใหม่ ยกระดับมาตรฐานรองเท้าฟุตบอล

Nike Mercurial_SuperflyV

จุดกำเนิด: ทุกองค์ประกอบออกแบบมาเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือการระเบิดขุมพลังของนักเตะ เพื่อสะท้อนความเป็น  Mercurial

เทคโนโลยี: ดีไซเนอร์พยายามลดช่องว่างบริเวณใต้เท้าโดยการรังสรรค์พื้นรองเท้าที่มีรูปทรงโค้งเว้าเหมือนเท้าจริง และกระบวนการสุญญากาศใหม่ล่าสุดช่วยให้สามารถผลิตพื้นรองเท้าชั้นเดียวที่น้ำหนักเบากว่าเดิม 40% แต่แข็งแรง และตอบสนองทุกการเคลื่อนไหวได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับคาร์บอนไฟเบอร์ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการทดสอบ finite element analysis (FEA) เพื่อเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อดูรูปแบบของแรงเสียดทาน และนำข้อมูลนั้นมาออกแบบเป็นพื้นรองเท้าที่ช่วยเรื่องการยึดเกาะแม้เวลาที่วิ่งด้วยความเร็ว การเก็บข้อมูลนี้นำไปสู่การผลิต 3D Flyknit “speed rib” เป็นครั้งแรก เป็นการใช้ผิวสัมผัสที่ไม่เรียบเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างรองเท้าและลูกบอล

รูปลักษณ์: ความสวยงามของ Mercurial Superfly V นั้นสะท้อนผ่านสีสันที่คริสเตียโน โรนัลโดออกแบบมาเป็นพิเศษ ได้แก่  Chapter 5: Cut to Brilliance ซึ่งเป็นสีสันที่เฉลิมฉลองความสำเร็จในการสร้างประวัติศาสตร์ในการทำประตูของเขา

สาวกไนกี้เตรียมตัวให้ดี พบกับรองเท้าฟุตบอล NIKE MERCURIAL รุ่นล่าสุดจะเปิดตัวในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นี้ 

ที่มา : ข้อมูลและภาพประกอบ   Nike Thailand