ย้อนรอย .. รองเท้าวิ่งไนกี้ซูม สตรักเจอร์กับการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง

CV-Nike-Zoom-Structure

ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา กับการพัฒนารองเท้าวิ่งตระกูล Zoom Structure  ให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการในสมัยนั้น และตรงกับความต้องการของผู้วิ่งมากที่สุด

จึงทำให้รองเท้าวิ่งไนกี้ ตระกูลซูม สตรักเจอร์เป็นรองเท้าวิ่งที่มีความมั่นคง และได้รับความนิยมอย่างยาวนาน เมื่อถึงคราวนี้เองไนกี้จึงปล่อยรองเท้าวิ่ง แอร์ซูมสตรัคเตอร์ 20  ตัวล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2016 โดยช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 นั้น เป็นช่วงแรกๆที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ได้เริ่มหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งมากยิ่งขึ้น จึงส่งผลให้ผู้ผลิตรองเท้าวิ่งอย่างไนกี้ได้ออกแบบรองเท้าให้ดูทันสมัยและมีวิวัฒนาการที่ตรงกับความต้องการของนักวิ่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด over-pronation ที่เกี่ยวกับลักษณะของข้อเท้าที่จะบิดเข้าหาตัวมนุษย์เล็กน้อยโดยธรรมชาติเมื่อเท้ากระทบกับพื้น

nike HO16_RN_Structure_Anniversary_01.png_original

สำหรับเจ้า ไนกี้แอร์ซูมสตรักเจอร์ 20 (2016) ความสมดุลคือ จุดเด่นที่ยังคงอยู่เสมอ

รองเท้าที่ออกแบบอย่างลงตัวนี้ผสานทั้งการปกป้องเท้า คุณสมบัติที่ช่วยให้วิ่งได้ดีขึ้น และความสมดุลขณะสวมใส่ไว้ได้อย่างลงตัว หน้ารองเท้าที่ผลิตจากวัสดุใหม่คือชั้นโฟมแบบ 2 ชั้นช่วยให้รองเท้าพอดีกับเท้าของผู้สวมใส่มากขึ้น เสริมความรู้สึกกระชับให้กับทุกส่วนของเท้าเท่ากัน ด้านข้างรองเท้าผลิตจากวัสดุที่มีความอ่อนนุ่ม ช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากภาวะ over-pronation อีกทั้งยังช่วยลดแรงกระแทกขณะเท้ากระทบกับพื้น เนื่องจากวัสดุนี้ได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกับชิ้นส่วนซูมแอร์ที่ฝ่าเท้า

Attachment-1_original

นอกจากนี้แล้ว เราจะพาย้อนไปดูรองเท้าวิ่งไนกี้ในตระกูล แอร์ซูม สตรัคเตอร์ ที่ทางไนกี้การันตีมาว่า เป็นรองเท้าที่ช่วยรักษาความสมดุลให้กับผู้สวมใส่ ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้มีแฟนๆ ชื่นชอบเป็นอย่างมากนับนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1991 โดยที่แฟนๆ ของรองเท้าตระกูลนี้มีตั้งแต่คนทั่วไปที่ชื่นชอบสีสันของรองเท้าไปจนถึงนักกีฬาอาชีพอย่างกาเลน รัปป์ นักวิ่งระยะไกลชื่อดังที่สวมใส่รองเท้าจากตระกูลสตรักเจอร์มาตลอด 16 ปี  ปัจจุบันรองเท้าวิ่งไนกี้ แอร์ซูมสตรักเจอร์ มีมากแล้วถึง 20 รุ่น ซึ่งไนกี้ได้นำนวัตกรรมมาผสานกับข้อคิดเห็นตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อสรรสร้างหนึ่งในรองเท้าวิ่งที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ว่าแล้วก็ขอพาย้อนไปดูรองเท้าวิ่งในอดีตกันเลยดีกว่า ว่าแต่ละคู่โดดเด่นในเรื่องอะไรบ้าง …

ไนกี้แอร์สตรักเจอร์ (1991) วิ่งได้ไกลไม่ต้องกลัวล้ม

ไนกี้แอร์สตรักเจอร์เป็นรองเท้าวิ่งรุ่นแรกที่ไนกี้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากภาวะ over-pronation โครงสร้างของตัวรองเท้าที่เป็นเส้นตรงช่วยเสริมความกระชับและความสมดุล และยังช่วยให้รองเท้าวิ่งรุ่นนี้ดูโดดเด่น หน้ารองเท้าที่ผลิตจากผ้าตาข่ายและหนังนั้นมีการปักลวดลายที่เป็นทรงเรขาคณิตไว้อย่างสวยงาม ชิ้นส่วน Air-Sole แบบเปลือยยังช่วยเสริมสไตล์สตรีทได้อีกด้วย

Nike-Air-Structure_original

ไนกี้แอร์สตรักเจอร์ไทรแอกซ์ 9 (2006) แตกต่างแต่ลงตัว

รองเท้าวิ่งรุ่นนี้ผสานทั้งจุดเด่นด้านการปกป้องเท้าของนักวิ่งกับนวัตกรรมชิ้นส่วนรองเท้าที่เคลื่อนไหวได้ไว้อย่างลงตัว รองเท้ารุ่นนี้มีจุดเด่นที่การออกแบบพื้นรองเท้าให้เป็นโครงสร้างแยกจากตัวรองเท้า แผ่นรับแรงกระแทกที่ส้นเท้าและโครงสร้างของรองเท้าตระกูลไนกี้ฟรีที่ส่วนฝ่าเท้าช่วยเสริมทั้งสมดุลขณะวิ่งและช่วยลดแรงกระแทกขณะเท้ากระทบกับพื้น

Nike-Air-Structure-Triax-9_original

ไนกี้แอร์สตรักเจอร์ไทรแอกซ์ 13 (2009) โครงสร้างส่วนส้นเท้าที่ดีกว่าเดิม

โครงสร้างเหนือส่วนส้นเท้าช่วยควบคุมเท้าให้อยู่นิ่งขึ้น ชิ้นส่วนซูมแอร์ที่แยกเป็นส่วนย่อยๆ ระหว่างส้นเท้ากับฝ่าเท้า รวมไปถึงหน้ารองเท้าที่น้ำหนักเบาและระบายอากาศได้ดีกว่าเดิมนั้นช่วยให้รองเท้ากระชับแต่มีความยืดหยุ่นสูงตามจังหวะการวิ่งของผู้สวมใส่แต่ละคน

Nike-AIr-Structure-Triax-13_original (1)

ไนกี้ซูมสตรักเจอร์ 16 (2013) เรียบง่ายแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ

ไนกี้ภูมิใจเสนอนวัตกรรม Dynamic Support System ในรองเท้าวิ่งตระกูลนี้เป็นครั้งแรก นวัตกรรมนี้ทดแทนโครงสร้างรับแรงกระแทกตรงกลางและด้านข้าง ของพื้นรองเท้าแบบเดิมที่มีน้ำหนักมากด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นกว่าเดิม ช่วยลดแรงกระแทกขณะเท้ากระทบกับพื้นได้ดียิ่งขึ้น

Nike-Zoom-Structure-16_original

นวัตกรรมในแต่ละรุ่นที่ไนกี้ฝั่งลงไปในตัวรองเท้าวิ่งคู่นั้นๆ ล้วนรังสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับนักวิ่ง จะว่าไปก็เรียกได้ว่าเป็นตำนานรองเท้าวิ่งของไนกี้เลยก็ว่าได้ และสำหรับใครที่ชื่นชอบรองเท้าวิ่งในตระกูลนี้ และชอบความแปลกใหม่ของรุ่นที่ออกมาล่าสุดอย่าง รองเท้าวิ่งไนกี้ แอร์ซูมสตรักเจอร์ 20 ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ร้านไนกี้และร้านซูเปอร์สปอร์ตทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 เป็นต้นไป ในราคาเพียง 4,600 บาท

ที่มา : ข้อมูลและภาพประกอบ nikethailand